ในยุคดิจิทัลที่ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนทั่วโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง หนึ่งในอุตสาหกรรมที่เห็นความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนที่สุดคืออุตสาหกรรมทางการเงิน การเข้ามาของเทคโนโลยีการเงินหรือที่เรียกกันติดปากว่า ฟินเทค (FinTech) ได้เข้ามาทลายข้อจำกัดแบบเดิมๆ ของการทำธุรกรรม จากภาพในอดีตที่เราต้องเดินทางไปธนาคาร ต่อคิวยาวเหยียด และกรอกเอกสารมากมาย มาในวันนี้ทุกอย่างถูกย่อส่วนลงมาอยู่ในสมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียว การโอนเงิน การลงทุน การกู้ยืม หรือแม้กระทั่งการซื้อประกันภัยสามารถทำได้เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่กี่วินาทีเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกถึงนิยาม ความสำคัญ นวัตกรรมเด่น และทิศทางในอนาคตของฟินเทคที่จะเปลี่ยนโลกการเงินของเราไปตลอดกาล
นิยามและความเป็นมาของ FinTech จากอดีตสู่ปัจจุบัน
คำว่า FinTech มาจากการผสมคำระหว่าง Financial และ Technology หมายถึงการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้ในระบบการเงิน เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ และตอบสนองความต้องการของฝั่งผู้บริโภคและภาคธุรกิจให้มีความสะดวกรวดเร็ว ปลอดภัย และมีต้นทุนที่ต่ำลง
หากย่อยประวัติศาสตร์ของฟินเทคออกมา จะพบว่ามันไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นมาไม่กี่ปีนี้ แต่มีพัฒนาการมาอย่างยาวนานโดยแบ่งออกเป็นสามยุคหลัก ดังนี้
-
ยุค FinTech 1.0 (ยุคเริ่มต้นโครงสร้างพื้นฐาน): เป็นยุคที่ระบบการเงินเริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการส่งข้อมูล เช่น การวางสายเคเบิลใต้ มหาสมุทรเพื่อเชื่อมต่อการสื่อสารทางการเงินระหว่างประเทศ การเกิดขึ้นของระบบธนาคารทางโทรศัพท์ และการใช้ตู้เอทีเอ็มเครื่องแรกของโลก ยุคนี้เทคโนโลยียังเป็นเรื่องของหลังบ้านที่เน้นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก
-
ยุค FinTech 2.0 (ยุคดิจิทัลแบงกิ้ง): เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับการแพร่หลายของอินเทอร์เน็ต ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เริ่มเปลี่ยนผ่านบริการเข้าสู่ระบบออนไลน์ เกิดระบบอินเทอร์เน็ตแบงกิ้งที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถเช็คยอดเงินและโอนเงินผ่านคอมพิวเตอร์ที่บ้านได้ รวมถึงการเกิดขึ้นของระบบชำระเงินออนไลน์ระดับโลกอย่าง PayPal
-
ยุค FinTech 3.0 (ยุคโมบายล์และสตาร์ทอัป): เป็นยุคปัจจุบันที่เกิดขึ้นหลังวิกฤตการณ์ทางการเงินในปีสองพันแปด ประกอบกับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของสมาร์ทโฟน ความเชื่อมั่นในสถาบันการเงินแบบดั้งเดิมที่ลดลงเปิดโอกาสให้บริษัทสตาร์ทอัปขนาดเล็กที่มีความคล่องตัวสูง นำเทคโนโลยีมาพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะจุดให้แก่ผู้บริโภคอย่างตรงไปตรงมา
นวัตกรรม FinTech ที่เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตประจำวัน
ในปัจจุบัน ฟินเทคไม่ได้จำกัดอยู่แค่การโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารเท่านั้น แต่ได้ขยายวงกว้างครอบคลุมในทุกมิติของกิจกรรมทางการเงิน ซึ่งเราสามารถแบ่งกลุ่มนวัตกรรมหลักที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเราได้ดังนี้
ระบบการชำระเงินแบบดิจิทัล (Digital Payments)
นี่คือกลุ่มของฟินเทคที่ใกล้ชิดกับผู้คนมากที่สุด ตั้งแต่ระบบกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Wallet) ไปจนถึงระบบสแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อชำระเงิน การเติบโตของสังคมไร้เงินสดช่วยลดความจำเป็นในการพกพาเงินสด ลดความเสี่ยงจากการสูญหาย และทำให้การค้าขายทั้งในระบบออนไลน์และออฟไลน์มีความคล่องตัวสูงมาก ธุรกิจร้านค้าขนาดเล็กสามารถรับเงินจากลูกค้าได้ง่ายขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องมีเครื่องรูดบัตรเครดิตที่มีค่าธรรมเนียมสูง
การกู้ยืมเงินระหว่างบุคคล (Peer-to-Peer Lending หรือ P2P Lending)
ในอดีตหากต้องการกู้เงินเพื่อประกอบธุรกิจหรือใช้จ่ายส่วนตัว ช่องทางหลักคือการเดินเข้าธนาคาร ซึ่งมีขั้นตอนการพิจารณาที่เข้มงวดและใช้เวลานาน ระบบ P2P Lending เข้ามาทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ที่ต้องการกู้เงินและผู้ที่มีเงินออมที่ต้องการปล่อยกู้โดยตรง การตัดตัวกลางอย่างธนาคารออกไปทำให้ผู้กู้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม ขณะที่ผู้ปล่อยกู้ก็ได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นกว่าการฝากเงินทั่วไป โดยมีระบบคัดกรองความเสี่ยงและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาช่วยประเมินความสามารถในการชำระหนี้
เทคโนโลยีการบริหารความมั่งคั่งและการลงทุน (WealthTech & Robo-Advisors)
การลงทุนเคยเป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่มที่มีความรู้หรือมีเงินทุนจำนวนมาก แต่ฟินเทคกลุ่ม WealthTech ได้ทำลายกำแพงดังกล่าวลง ปัจจุบันมีระบบที่เรียกว่า หุ่นยนต์ที่ปรึกษาทางการเงิน (Robo-Advisors) ซึ่งใช้อัลกอริทึมและปัญญาประดิษฐ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลการตลาดเพื่อจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคลแบบอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้บริโภคทั่วไปสามารถเริ่มต้นลงทุนในกองทุนรวมหรือหุ้นทั่วโลกได้ด้วยเงินจำนวนเพียงเล็กน้อย
เทคโนโลยีประกันภัย (InsurTech)
อุตสาหกรรมประกันภัยที่เคยมีความซับซ้อนเรื่องเอกสารและการคำนวณเบี้ยประกัน ได้ถูกปรับปรุงให้ทันสมัยด้วย InsurTech แพลตฟอร์มยุคใหม่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบแผนประกันภัยจากหลากหลายบริษัทได้ในเวลาอันรวดเร็ว นำเสนอแผนประกันแบบเฉพาะบุคคลที่คิดค่าเบี้ยตามพฤติกรรมการใช้งานจริง เช่น ประกันรถยนต์ที่คิดเบี้ยตามระยะทางขับขี่จริง หรือประกันสุขภาพที่ให้ส่วนลดหากผู้เอาประกันมีพฤติกรรมการออกกำลังกายสม่ำเสมอตามข้อมูลจากอุปกรณ์สวมหมวดอัจฉริยะ
สินทรัพย์ดิจิทัลและบล็อกเชน (Digital Assets & Blockchain)
เทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เกิดสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) และระบบการเงินแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Finance หรือ DeFi) นวัตกรรมนี้ช่วยให้การทำธุรกรรมสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องพึ่งพาตัวกลางอย่างธนาคารพาณิชย์หรือธนาคารกลาง ส่งผลให้การโอนเงินข้ามประเทศที่มีมูลค่ามหาศาลสามารถทำได้ในเวลาอันสั้นและเสียค่าธรรมเนียมต่ำลงอย่างมาก นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้เกิดการแปลงสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริง เช่น อสังหาริมทรัพย์ หรือศิลปะ ให้กลายเป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขาย
ประโยชน์และผลกระทบเชิงบวกของ FinTech ต่อระบบเศรษฐกิจ
การเติบโตของฟินเทคไม่ได้ส่งผลดีต่อตัวผู้บริโภคในแง่ของความสะดวกสบายเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและยกระดับโครงสร้างทางเศรษฐกิจในภาพรวมอีกด้วย
-
การสร้างความเท่าเทียมทางการเงิน (Financial Inclusion): ในหลายพื้นที่ทั่วโลกยังมีประชากรจำนวนมากที่ไม่มีบัญชีธนาคารเนื่องจากข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์หรือรายได้ ฟินเทคช่วยให้คนกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินขั้นพื้นฐานได้เพียงแค่มีสมาร์ทโฟนและสัญญาณอินเทอร์เน็ต ทำให้พวกเขาสามารถรับเงินโอน ออมเงิน และเข้าถึงสินเชื่อเพื่อสร้างรายได้เลี้ยงชีพได้ง่ายขึ้น
-
การลดต้นทุนการดำเนินงานของภาคธุรกิจ: สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ฟินเทคช่วยลดต้นทุนในการจัดการระบบบัญชีและการรับชำระเงิน การมีระบบชำระเงินดิจิทัลช่วยลดภาระงานเอกสาร ลดความผิดพลาดจากการนับเงินสด และช่วยให้เข้าถึงระบบสินเชื่อหมุนเวียนของธุรกิจได้ง่ายขึ้นจากประวัติการรับเงินดิจิทัลที่มีความน่าเชื่อถือ
-
การกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมการแข่งขัน: การเกิดขึ้นของสตาร์ทอัปฟินเทคได้กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่บังคับให้สถาบันการเงินแบบดั้งเดิมอย่างธนาคารพาณิชย์ต้องปรับตัว เร่งพัฒนาแอปพลิเคชัน ลดค่าธรรมเนียมการบริการ และปรับปรุงการให้บริการลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากศึกการแข่งขันนี้ก็คือผู้บริโภค
ความท้าทายและความเสี่ยงที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีการเงิน
แม้ว่าฟินเทคจะมอบความสะดวกสบายและความได้เปรียบทางธุรกิจมากมาย แต่การพึ่งพาเทคโนโลยีและการส่งผ่านข้อมูลบนโลกออนไลน์ย่อมมาพร้อมกับความท้าทายและความเสี่ยงที่ทุกภาคส่วนไม่ควรมองข้าม
ประเด็นแรกคือเรื่องของ ความปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (Cybersecurity & Data Privacy) เนื่องจากธุรกรรมฟินเทคเกี่ยวข้องกับเงินทองและข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหวอย่างยิ่ง การตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มแฮกเกอร์ที่พยายามโจรกรรมข้อมูลหรือระบบเรียกค่าไถ่จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ การนำข้อมูลพฤติกรรมการใช้เงินของผู้บริโภคไปวิเคราะห์เพื่อเสนอขายสินค้าหรือบริการก็ต้องมีขอบเขตที่ชัดเจนภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อไม่ให้เป็นการละเมิดสิทธิ์
ประเด็นต่อมาคือ อาชญากรรมทางการเงินรูปแบบใหม่และการหลอกลวง (Financial Fraud & Scams) ความเร็วในการโอนเงินที่เกิดขึ้นในระดับวินาทีกลายเป็นช่องทางให้กลุ่มมิจฉาชีพใช้ประโยชน์ในการโยกย้ายเงินที่ได้มาจากการหลอกลวงหรือการทำธุรกิจผิดกฎหมายได้อย่างรวดเร็ว การระบาดของแอปพลิเคชันดูดเงิน การปลอมแปลงตัวตน หรือการสร้างแพลตฟอร์มลงทุนปลอม เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคจำเป็นต้องมีความรู้เท่าทันทางการเงินดิจิทัลเพื่อป้องกันตนเอง
ประเด็นสุดท้ายคือ ความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี (Digital Divide) แม้ฟินเทคจะช่วยสร้างความเท่าเทียมทางการเงิน แต่สำหรับกลุ่มประชากรผู้สูงอายุหรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่ขาดทักษะความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยี อาจกลายเป็นกลุ่มคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังและเข้าไม่ถึงโอกาสทางการเงินรูปแบบใหม่นี้ การออกแบบแอปพลิเคชันให้อ่านง่าย ใช้งานไม่ซับซ้อน และการให้ความรู้แก่ประชาชนจึงเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลและภาคเอกชนต้องร่วมมือกันแก้ปัญหา
ทิศทางและอนาคตของ FinTech ในทศวรรษหน้า
เมื่อมองไปข้างหน้า นวัตกรรมฟินเทคจะยังคงพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยมีเทคโนโลยีเกิดใหม่หลายตัวที่จะเข้ามาเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาสำคัญ
เราจะเริ่มเห็นการผสานรวมของ ปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง (Generative AI) เข้ากับระบบการเงินอย่างแนบเนียนยิ่งขึ้น AI จะไม่ได้ทำหน้าที่แค่ตรวจสอบการทุจริตหรือตอบคำถามพื้นฐานผ่านแชทบอทอีกต่อไป แต่จะสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยวางแผนทางการเงินส่วนบุคคลที่เข้าใจเป้าหมายชีวิตและพฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้าแต่ละคนอย่างลึกซึ้ง พร้อมเสนอแนวทางการออมและการลงทุนให้อัตโนมัติในแบบเฉพาะบุคคลอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ การมาถึงของ ระบบธนาคารแบบเปิด (Open Banking) จะเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเลือกแบ่งปันข้อมูลทางการเงินของตนเองจากหลากหลายสถาบันการเงินให้แก่ผู้ให้บริการรายอื่นได้อย่างปลอดภัย ช่วยให้เกิดการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ๆ ที่ตรงใจผู้ใช้บริการมากขึ้น เช่น แอปพลิเคชันเดียวที่สามารถแสดงผลทรัพย์สินและหนี้สินจากทุกธนาคาร พร้อมคำนวณวงเงินกู้ที่ดีที่สุดให้ทันที
แนวคิดเรื่อง การเงินแบบฝังตัว (Embedded Finance) จะกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาในชีวิตประจำวัน บริการทางการเงินจะไม่จำกัดอยู่แค่ในแอปธนาคารอีกต่อไป แต่จะเข้าไปฝังตัวอยู่ในกิจกรรมต่างๆ ของแพลตฟอร์มอื่น เช่น การกดสั่งซื้อสินค้าออนไลน์แล้วสามารถเลือกผ่อนชำระได้ทันที ณ จุดเช็คเอาท์ โดยระบบเครดิตจะถูกคำนวณและอนุมัติเบื้องหลังภายในเสี้ยววินาที หรือการซื้อตั๋วเครื่องบินพร้อมประกันเดินทางที่จบในขั้นตอนเดียว
สรุป
เทคโนโลยีการเงินหรือฟินเทคไม่ใช่เรื่องของอนาคตที่ไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นกลไกสำคัญที่ฝังรากลึกและขับเคลื่อนชีวิตประจำวันรวมถึงระบบเศรษฐกิจโลกอยู่ในปัจจุบัน ความสะดวกสบาย ความรวดเร็ว และโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ฟินเทคมอบให้ ได้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์การทำธุรกรรมให้ง่ายดายเพียงแค่การกดปุ่มบนหน้าจอสมาร์ทโฟน อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความสะดวกสบายนี้ ความปลอดภัยและการรู้เท่าทันเทคโนโลยีก็เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริโภคทุกคนต้องตระหนักและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ตนเอง เพื่อที่จะสามารถตักตวงประโยชน์จากนวัตกรรมทางการเงินยุคดิจิทัลนี้ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
คนที่ไม่มีบัญชีธนาคารสามารถใช้งานระบบ FinTech ได้อย่างไร
ผู้ที่ไม่มีบัญชีธนาคารแบบดั้งเดิมสามารถเริ่มต้นใช้งานฟินเทคผ่านระบบกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Wallet) ที่เปิดให้สมัครใช้งานได้ง่ายเพียงแค่ใช้หมายเลขโทรศัพท์มือถือและบัตรประจำตัวประชาชนในการยืนยันตัวตน จากนั้นสามารถเติมเงินเข้าสู่ระบบผ่านเคาน์เตอร์บริการในร้านสะดวกซื้อ เพื่อนำไปใช้ชำระค่าสินค้า บริการ หรือโอนเงินให้ผู้อื่นได้ทันที
การทำธุรกรรมผ่าน FinTech มีความปลอดภัยเทียบเท่ากับธนาคารแบบดั้งเดิมหรือไม่
บริษัทฟินเทคส่วนใหญ่ โดยเฉพาะรายที่ให้บริการระบบชำระเงินหรือการกู้ยืมเงิน จะต้องได้รับใบอนุญาตและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานภาครัฐ เช่น ธนาคารกลางของแต่ละประเทศ นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสข้อมูลขั้นสูง (Encryption) และระบบตรวจสอบตัวตนหลายชั้น เช่น การสแกนใบหน้าหรือลายนิ้วมือ ทำให้มีความปลอดภัยในระดับที่สูงมากไม่ต่างจากระบบของธนาคารพาณิชย์
หากแอปพลิเคชัน FinTech ที่เราใช้งานเกิดระบบล่มหรือปิดตัวลง เงินของเราจะหายไปหรือไม่
หากเป็นผู้ให้บริการฟินเทคที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย เงินของผู้ใช้งานจะถูกแยกออกจากบัญชีดำเนินงานของบริษัทและมักจะถูกเก็บไว้ในธนาคารพันธมิตรที่เป็นพันธมิตรหลัก เพื่อความปลอดภัย ในกรณีที่ระบบล่มชั่วคราว ข้อมูลธุรกรรมจะถูกบันทึกไว้ในระบบฐานข้อมูลสำรองและจะกลับมาแสดงผลถูกต้องเมื่อระบบเปิดใช้งาน ส่วนในกรณีที่บริษัทปิดตัวลง จะมีกระบวนการทางกฎหมายและหน่วยงานกำกับดูแลเข้ามาดูแลเพื่อคืนเงินให้แก่ผู้ใช้บริการตามสิทธิ์
ระบบ Robo-Advisor ใน FinTech ลงทุนมีความแม่นยำและน่าเชื่อถือมากกว่ามนุษย์จริงหรือ
ระบบ Robo-Advisor มีข้อดีคือการประมวลผลข้อมูลมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว ปราศจากอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องในการตัดสินใจ และสามารถปรับพอร์ตการลงทุนให้สมดุลตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ระบบนี้อาจไม่ได้การันตีผลกำไรที่สูงกว่าผู้จัดการกองทุนที่เป็นมนุษย์เสมอไป โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดเกิดวิกฤตที่คาดเดาไม่ได้ แต่ถือเป็นเครื่องมือที่ดีมากสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนระยะยาวแบบเป็นระบบและมีวินัย
เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) มีความเกี่ยวข้องกับ FinTech อย่างไรบ้าง
บล็อกเชนถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของฟินเทคยุคใหม่ ช่วยในการบันทึกข้อมูลธุรกรรมแบบกระจายศูนย์ ทำให้ข้อมูลมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ง่าย และไม่สามารถถูกแก้ไขหรือปลอมแปลงได้ ฟินเทคนำบล็อกเชนมาใช้ประโยชน์ในการโอนเงินระหว่างประเทศเพื่อลดเวลาและค่าธรรมเนียม รวมถึงการสร้างสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contracts) ที่ช่วยให้การทำข้อตกลงทางการเงินดำเนินการได้โดยอัตโนมัติเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไข
การเข้ามาของ FinTech จะส่งผลให้สาขาของธนาคารแบบดั้งเดิมหายไปทั้งหมดในอนาคตหรือไม่
สาขาของธนาคารแบบดั้งเดิมอาจไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่จะมีจำนวนลดลงอย่างมีนัยสำคัญและเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ไป จากเดิมที่เน้นการทำธุรกรรมพื้นฐาน เช่น ฝาก ถอน โอน หรือเปิดบัญชี ซึ่งปัจจุบันสามารถทำผ่านแอปพลิเคชันได้เกือบทั้งหมด สาขาในอนาคตจะเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นศูนย์ให้คำปรึกษาทางการเงินเชิงลึก การวางแผนสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ หรือการบริหารความมั่งคั่งระดับสูงที่ยังจำเป็นต้องอาศัยการปฏิสัมพันธ์และการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างมนุษย์ด้วยกัน