วิกฤตการณ์ทางการเงินที่หลายคนต้องเผชิญในปัจจุบัน มักหนีไม่พ้นปัญหาเงินเดือนชนเดือน หรือการมีภาระหนี้สินที่พอกพูนจนขาดสภาพคล่อง การใช้ชีวิตด้วยความเครียดจากรายรับที่ไม่พอกับรายจ่าย ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในปัจจุบัน แต่ยังทำลายความมั่นคงในอนาคตอีกด้วย การทำความเข้าใจโครงสร้างทางการเงินของตนเอง การวางแผนอย่างมีระบบ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์นี้ได้อย่างยั่งยืน
สแกนพฤติกรรมทางการเงิน ขั้นตอนแรกสู่การแก้ปัญหา
ก่อนที่จะเริ่มต้นแก้ไขปัญหาหนี้สินหรือการเงิน สิ่งที่จำเป็นต้องทำเป็นอันดับแรกคือการยอมรับความจริงและตรวจสอบสถานะทางการเงินของตนเองอย่างละเอียด หลายคนเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการดูยอดหนี้หรือยอดเงินคงเหลือในบัญชีเพราะความเครียด แต่นั่นคือการซ้ำเติมปัญหาให้รุนแรงขึ้น
การทำบัญชีรายรับ รายจ่าย ที่แท้จริง
การจดบันทึกรายจ่ายไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพียงแค่ให้รู้ว่าเงินหายไปไหน แต่เป็นการหารอยรั่วทางการเงิน เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ให้แบ่งรายจ่ายออกเป็นสองประเภทหลัก
-
รายจ่ายคงที่ คือ รายจ่ายที่ต้องจ่ายเท่ากันทุกเดือน เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่างวดรถ ค่าเบี้ยประกัน และยอดขั้นต่ำของหนี้สินต่างๆ
-
รายจ่ายผันแปร คือ รายจ่ายที่เปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรม เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าสันทนาการ และค่าช้อปปิ้ง
การประเมินสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้
สูตรทางการเงินสากลระบุว่า ภาระหนี้สินทั้งหมดที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน ไม่ควรเกินร้อยละ 40 ของรายได้ทั้งหมด หากสัดส่วนนี้สูงกว่าที่กำหนด หมายความว่าคุณกำลังอยู่ในภาวะความเสี่ยงทางการเงินขั้นรุนแรง และจำเป็นต้องเริ่มกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้โดยเร็วที่สุด
ยุทธศาสตร์การจัดการหนี้สินให้หมดไปอย่างเป็นระบบ
การแก้หนี้ที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่การจ่ายเงินไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทิศทาง แต่ต้องอาศัยกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับสภาพจิตใจและกำลังทรัพย์ของตนเอง โดยมีสองวิธีหลักที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
วิธีที่ 1 การล้างหนี้แบบสโนว์บอล
วิธีนี้เน้นผลทางจิตวิทยา โดยให้คุณรวบรวมรายการหนี้สินทั้งหมดเรียงลำดับจากยอดหนี้ที่ น้อยที่สุด ไปหามากที่สุด โดยไม่สนใจอัตราดอกเบี้ย
-
จ่ายขั้นต่ำให้กับหนี้ทุกก้อน ยกเว้นก้อนที่มียอดน้อยที่สุด
-
ทุ่มเงินส่วนเกินทั้งหมดที่มีไปกับการปิดหนี้ก้อนที่เล็กที่สุดให้เร็วที่สุด
-
เมื่อหนี้ก้อนแรกหมดลง นำเงินที่เคยจ่ายก้อนแรกไปบวกเพิ่มเพื่อจ่ายหนี้ก้อนที่เล็กที่สุดเป็นลำดับถัดไป
-
ผลลัพธ์คือ คุณจะเห็นจำนวนรายการหนี้ลดลงอย่างรวดเร็ว เกิดกำลังใจในการขับเคลื่อนต่อไป
วิธีที่ 2 การล้างหนี้แบบแผ่นดินถล่ม
วิธีนี้เน้นความคุ้มค่าทางตัวเลข เหมาะสำหรับผู้ที่มีวินัยสูง โดยให้เรียงลำดับหนี้สินจากอัตราดอกเบี้ยที่ สูงที่สุด ไปหาน้อยที่สุด
-
จ่ายขั้นต่ำให้กับหนี้ทุกก้อน ยกเว้นก้อนที่ดอกเบี้ยโหดร้ายที่สุด
-
อัดฉีดเงินทั้งหมดที่มีเพื่อลดเงินต้นของหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงที่สุด
-
วิธีนี้จะช่วยประหยัดเงินค่าดอกเบี้ยรวมได้มากกว่าวิธีแรก และทำให้หนี้หมดเร็วขึ้นในเชิงคณิตศาสตร์
การเจรจาและการปรับโครงสร้างหนี้
หากสถานการณ์มาถึงจุดที่จ่ายขั้นต่ำไม่ไหว ห้ามหนีหายหรือผิดนัดชำระโดยไม่แจ้งให้ทราบ สิ่งที่ควรทำคือการเดินเข้าไปหาเจ้าหนี้หรือสถาบันการเงินเพื่อขอเจรจา เช่น การขอลดอัตราดอกเบี้ย การขอขยายระยะเวลาเวลาผันชำระ หรือการรวมหนี้ให้เป็นก้อนเดียวเพื่อลดภาระต่องวดลง สถาบันการเงินส่วนใหญ่มีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีความตั้งใจจริงในการชำระคืนอยู่แล้ว
แผนปฏิบัติการจัดสรรรายจ่ายเพื่อหยุดวงจรเดือนชนเดือน
เมื่อเริ่มควบคุมหนี้สินได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการปฏิรูปโครงสร้างการใช้จ่ายเพื่อสร้างกระแสเงินสดเป็นบวกในทุกๆ เดือน
กฎการจัดสรรเงินแบบ 50 30 20
นี่คือเครื่องมือในการบริหารเงินที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุด โดยแบ่งเงินเดือนหรือรายได้ออกเป็นสามส่วนทันทีที่ได้รับ
-
ร้อยละ 50 สำหรับความจำเป็น คือ เงินที่ต้องใช้สำหรับการดำรงชีวิต เช่น ค่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง ค่าอาหารหลัก และการจ่ายหนี้ขั้นต่ำ
-
ร้อยละ 30 สำหรับความต้องการ คือ เงินส่วนที่ใช้สร้างความสุขให้ชีวิต เช่น การรับประทานอาหารนอกบ้าน ค่าสมาชิกบริการสตรีมมิ่ง หรือการท่องเที่ยว เงินส่วนนี้สามารถตัดลดได้ทันทีหากเกิดวิกฤต
-
ร้อยละ 20 สำหรับอนาคต คือ เงินออม เงินลงทุน และการสำรองเผื่อฉุกเฉิน ห้ามนำเงินส่วนนี้ออกมาใช้ในชีวิตประจำวันเด็ดขาด
การสร้างระบบตัดเงินอัตโนมัติ
พฤติกรรมมนุษย์มักจะใช้เงินตามจำนวนที่มีอยู่ในบัญชี ดังนั้น วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือการออมก่อนใช้ ตั้งระบบโอนเงินอัตโนมัติในวันหลังจากที่เงินเดือนออก โดยแยกเงินออมและเงินสำหรับจ่ายหนี้ไปยังบัญชีที่ไม่มีบัตรเอทีเอ็มหรือไม่ผูกกับแอปพลิเคชันบนมือถือ เพื่อลดโอกาสในการนำเงินออกมาใช้โดยไม่จำเป็น
การสร้างเกราะป้องกันทางการเงินในระยะยาว
การหลุดพ้นจากภาวะเดือนชนเดือนไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด แต่การสร้างความมั่งคั่งและความมั่นคงเพื่อไม่ให้กลับไปจุดเดิมคือสิ่งสำคัญ
กองทุนสำรองฉุกเฉิน หัวใจของการห้ามล้ม
สาเหตุหลักที่ทำให้คนกลับไปเป็นหนี้ซ้ำเล่า คือการเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น เจ็บป่วย อุบัติเหตุ หรือตกงาน แล้วไม่มีเงินสำรอง จนต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบหรือบัตรเครดิต คุณควรมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3 ถึง 6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เก็บไว้ในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงและมีความเสี่ยงต่ำ เช่น บัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูง
การเพิ่มรายได้ ไม่ใช่แค่การลดรายจ่าย
การประหยัดมีขีดจำกัด แต่การหาเงินเพิ่มไม่มีขีดจำกัด หากคุณตัดลดรายจ่ายจนถึงที่สุดแล้วแต่เงินยังไม่พอใช้ วิธีเดียวคือการเพิ่มศักยภาพในการหารายได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานล่วงเวลา การรับงานอิสระตามทักษะที่มี หรือการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพื่อโอกาสในการเลื่อนตำแหน่งและการย้ายงานเพื่อเพิ่มฐานเงินเดือน
คำถามที่พบบ่อย
หากต้องเลือกระหว่างการเก็บเงินออมฉุกเฉินกับการจ่ายหนี้ดอกเบี้ยสูง ควรเลือกทำสิ่งใดก่อน
ควรแบ่งเงินเป็นสองส่วน โดยส่วนแรกให้เก็บเป็นเงินสำรองฉุกเฉินขนาดเล็กก่อน เช่น ประมาณหนึ่งหมื่นบาท เพื่อรองรับเหตุฉุกเฉินเฉพาะหน้า ไม่ให้ต้องไปกู้หนี้ใหม่เพิ่ม จากนั้นให้นำเงินส่วนเกินทั้งหมดไปทุ่มเทให้กับการจ่ายหนี้ดอกเบี้ยสูงให้หมดโดยเร็วที่สุด เมื่อหนี้หมดแล้วจึงกลับมาสะสมเงินสำรองฉุกเฉินให้ครบตามเป้าหมาย 3 ถึง 6 เท่าของค่าใช้จ่าย
การใช้บัตรเครดิตอย่างไรไม่ให้สร้างปัญหาหนี้สินในอนาคต
บัตรเครดิตไม่ใช่เงินในอนาคต แต่คือเครื่องมือในการอำนวยความสะดวก หลักการใช้ที่ปลอดภัยคือ ต้องมีเงินสดเต็มจำนวนของสิ่งที่จะซื้ออยู่ในบัญชีอยู่แล้ว และเมื่อใบแจ้งหนี้มาถึง ต้องชำระเต็มจำนวนทุกครั้ง ห้ามจ่ายเพียงยอดขั้นต่ำเด็ดขาด หากไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมการรูดซื้อได้ ควรยกเลิกการใช้บัตรเครดิตและกลับมาใช้เงินสดหรือบัตรเดบิตแทน
ในกรณีที่มีหนี้นอกระบบและหนี้ในระบบพร้อมกัน ควรจัดการหนี้ประเภทใดก่อน
ควรจัดการหนี้นอกระบบก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากหนี้นอกระบบมักมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด มีการคิดดอกเบี้ยเป็นรายวัน และมักมีกระบวนการติดตามหนี้ที่คุกคามความปลอดภัย หากสามารถทำได้ ควรติดต่อสถาบันการเงินในระบบเพื่อขอกู้เงินเพื่อมาปิดหนี้นอกระบบ เพื่อเปลี่ยนให้มาอยู่ในระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยเป็นธรรมและปลอดภัยกว่า
การรีไฟแนนซ์บ้านหรือรถยนต์คุ้มค่าจริงไหมในการช่วยลดภาระหนี้
การรีไฟแนนซ์จะคุ้มค่าก็ต่อเมื่อ อัตราดอกเบี้ยใหม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเดิม และเมื่อคำนวณส่วนต่างของดอกเบี้ยที่ประหยัดได้แล้ว มีมูลค่ามากกว่าค่าธรรมเนียมในการดำเนินการต่างๆ เช่น ค่าประเมินราคา ค่าจดจำนอง และค่าปรับจากการไถ่ถอนก่อนกำหนด นอกจากนี้ ต้องมั่นใจว่าจะไม่สร้างหนี้ใหม่เพิ่มหลังจากที่ภาระต่องวดลดลงแล้ว
หากตกงานและไม่มีเงินจ่ายหนี้เลย ควรรับมือกับผู้ทวงถามหนี้อย่างไร
สิ่งที่ต้องทำคือความซื่อสัตย์และการสื่อสาร ห้ามปิดเครื่องหนีหรือหลบหน้า ให้รับสายและอธิบายสถานการณ์ตามความเป็นจริง แจ้งว่ากำลังอยู่ระหว่างการหางานใหม่ พร้อมทั้งขอเอกสารยืนยันสถานะการตกงานเพื่อนำไปยื่นขอมาตรการพักชำระหนี้หรือผ่อนปรนเงื่อนไขกับทางสถาบันการเงิน การเผชิญหน้าและแสดงความบริสุทธิ์ใจจะช่วยป้องกันการดำเนินคดีทางกฎหมายได้ในระดับหนึ่ง
การลงทุนในกองทุนหรือหุ้นควรรวมอยู่ในสัดส่วนร้อยละ 20 ของเงินออมตั้งแต่ตอนที่ยังมีหนี้อยู่หรือไม่
หากหนี้ที่มีอยู่เป็นหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง เช่น หนี้บัตรเครดิตหรือหนี้สินเชื่อส่วนบุคคล เงินในส่วนร้อยละ 20 นี้ควรถูกนำไปใช้ในการปิดหนี้เหล่านั้นก่อน เนื่องจากการลงทุนในตลาดทุนมักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยร้อยละ 5 ถึง 12 ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยหนี้บริโภคที่สูงถึงร้อยละ 16 ถึง 25 การจ่ายหนี้ให้หมดจึงเปรียบเสมือนการได้ผลตอบแทนที่แน่นอนและคุ้มค่าที่สุด ข้อยกเว้นเดียวคือการออมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทที่มีนายจ้างช่วยจ่ายสมทบ เพราะนั่นคือผลตอบแทนเท่าตัวทันทีที่ไม่ควรพลาด